ครีมลบแผลเป็น เมื่อหายเป็นปกติแล้วก็มักจะทิ้งรอยแผลเป็น

ครีมลบแผลเป็น เมื่อหายเป็นปกติแล้วก็มักจะทิ้งรอยแผลเป็น ที่มีลักษณะเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลและนูนเอาไว้ แต่เมื่อปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติประมาณ 1-2 ปีเป็นต้นไป รอยแผลเป็นก็จะจางลงพร้อมทั้งแบนราบลงได้เอง และยังพบว่าในเด็กจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้น้อยกว่าในผู้ใหญ่, ในเพศหญิงจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากกว่าเพศชาย, ในวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์จะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้บ่อยกว่าวัยอื่น ๆ, ในคนผิวคล้ำจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากกว่าคนผิวขาว และผู้มีประวัติเคยเกิดแผลเป็นและมีประวัติของครอบครัวเกิดแผลเป็นจะมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประวัติดังกล่าว ครีมลบแผลเป็น.

ครีมลบแผลเป็น

ครีมลบแผลเป็น ชนิดของแผลเป็น
แผลเป็นนูน จะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ ซึ่งทั้งสองแบบจะคล้ายคลึงกันทั้งสาเหตุที่เกิด ปัจจัยเสี่ยง อาการ และวิธีการรักษา แต่จะต่างกันเพียงแค่ลักษณะของแผล คือครีมลบแผลเป็น

แผลเป็นนูนหนาธรรมดา หรือ แผลเป็นนูนชนิดเกิดเฉพาะบนตัวแผล (Hypertrophic) คือ แผลเป็นที่เป็นสีแดงและนูนขึ้นมาจากผิวหนังปกติ แต่ยังอยู่ในขอบเขตของรอยแผลเดิม แผลเป็นชนิดนี้เกิดจากการสร้างคอลลาเจนมากเกินไปและมักไม่ขยายกว้างขึ้นจากรอยเดิม โดยมักจะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน หลังแผลหาย และมักจะค่อย ๆ ยุบตัวแบนราบลงเมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือนหรือเป็นปี

แผลเป็นนูนชนิดลุกลามออกนอกตัวแผล หรือ แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) คือ แผลเป็นที่มีอาการนูนและแดงคล้ายกับรอยแผลเป็นนูนหนาชนิดแรก ตัวแผลมักนูนเหนือผิวหนังตั้งแต่ 4 มิลลิเมตรขึ้นไป และมักเกิดตามหลังแผลหายแล้วอย่างน้อย 3 เดือนไปแล้ว โดยจะมีความผิดปกติที่ทำให้เกิดการขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เข้าสู่เนื้อเยื่อโดยรอบของแผลแรกเริ่ม ไม่ยุบหายไปเอง โดยมักจะเกิดขึ้นบริเวณหัวไหล่ ต้นแขน ผนังหน้าอก และบริเวณหู (คีลอยด์จัดเป็นเนื้องอกธรรมดา ไม่ใช่เนื้อร้ายหรือมะเร็ง และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด)
วิธีรักษาแผลเป็นครีมลบแผลเป็น
การป้องกันแผลเป็น เป็นสิ่งสำคัญอย่างแรกที่ควรใส่ใจ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรลดสาเหตุและระดับความรุนแรงของการเกิดแผลให้ได้ แต่ถ้าเกิดแผลขึ้นแล้ว คุณควรดูแลรักษาความสะอาดของแผลอย่างเหมาะสมเพื่อให้แผลหายเร็วที่สุด เพราะยิ่งแผลหายเร็วเท่าใดโอกาสการเกิดแผลเป็นก็จะน้อยลงหรือเบาบางลงด้วย ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อการหายของแผลก็ได้แก่ อายุ การขาดอาหาร การสูบบุหรี่ อุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรดด่าง ออกซิเจน และยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าแผลจะหายได้เร็วขึ้นเมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิอบอุ่นได้ดีกว่าอากาศเย็น ส่วนความชื้น ความเป็นกรดด่าง และออกซิเจนก็ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้นเช่นกัน
รักษาแผลให้หายเร็วที่สุด จากที่กล่าวมาว่าการรักษาแผลให้หายเร็ว คุณควรรักษาสภาวะแวดล้อมและความสะอาดของแผลอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ การขาดวิตามินซี และธาตุสังกะสี สำหรับการดูแลแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ เบื้องต้น ก็เริ่มจากการล้างหรือเช็ดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด แล้วตามด้วยการปิดทำแผลโดยปราศจากเชื้อ ส่วนถ้าเป็นแผลใหญ่คุณควรรีบไปพบแพทย์ นอกจากนี้การเกิดแผลเป็นอาจลดลงได้ ถ้าปากแผลแนบสนิทกันพร้อมทั้งลดแรงตึงต่อแผลให้น้อยลง
ปล่อยให้แผลเป็นจางลงเองตามธรรมชาติ เมื่อเวลาผ่านไปแผลเป็นอาจหดและจางลงได้เองในระดับหนึ่ง ดังนั้นศัลยแพทย์ตกแต่งส่วนมากจึงแนะนำให้ทิ้งไว้เฉย ๆ สัก 1 ปี เพื่อให้แผลจางลงเต็มที่ก่อนเข้ารับการรักษา
ใช้วิธีแบบธรรมชาติ สำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหามีรอยแผลเป็นที่เกิดจากการหกล้มหรือรอยขีดข่วนต่าง ๆ ที่พยายามลบเท่าไหร่แต่ก็ไม่หายหรือจางลงสักที วันนี้จึงอยากจะขอแนะนำวิธีดี ๆ จากสมุนไพรธรรมชาติจากต้นมะลิ โดยการนำเอาใบจากต้นมะลิลาหรือมะลิซ้อน นำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำมาทาบริเวณรอยแผลเป็นวันละ 3-4 ครั้ง เมื่อแผลเป็นเริ่มจางลงแล้วก็ค่อยเอาใบมะลิมาถูเบา ๆ ได้เลย วันละ 3-4 ครั้ง เช่นกัน ส่วนสมุนไพรอื่น ๆ ที่สามารถทำให้รอยแผลเป็นจางลงก็ได้ ก็เช่น หัวหอม ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ แตงกวา มะขามเปียก มะเขือเทศ มะนาว มะละกอสุก เป็นต้น ครีมลบแผลเป็น.

ทาแผลเป็น ใครที่กำลังประสบกับปัญหารอยแผลเป็นต่างๆ

ทาแผลเป็น ใครที่กำลังประสบกับปัญหารอยแผลเป็นต่างๆ หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว ขอแนะนำการลบรอยแผลเป็นต่างๆด้วยใบมะลิ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการนำสรรพคุณจากพืชสมุนไพรธรรมชาติ มาประยุกต์ใช้ในการดูแลผิวพรรณ ซึ่งวิธีการลบรอยแผลเป็นต่างๆ หรือแผลเป็นจากสิวด้วยใบมะลินั้น สามารถช่วยลบรอยดำจากสิว รอยแผลเป็นต่างๆตามผิวหนังให้เลือนจางหายได้อย่างเป็นธรรมชาติ และไม่เกิดผลข้างเคียงต่อผิวหนัง เนื่องจากวัตถุดิบได้จากธรรมชาติล้วนๆ และปราศจากสารเคมีตกค้าง จากนี้เรามาดูกันว่าวิธีลบรอยแผลเป็นด้วยใบมะลินั้นมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ทาแผลเป็น.

ทาแผลเป็น

ทาแผลเป็น วิธีลบรอยแผลเป็นทาแผลเป็น

วิธีการลบรอยแผลเป็นด้วยใบมะลินั้นสามารถทำได้ง่ายและไม่มีอะไรยุ่งยาก โดยการนำเอาใบจากต้นมะลิ ไม่ว่าจะเป็นมะลิลา หรือมะลิซ้อนก็ได้ นำมาตำหรือบดพอละเอียด แล้วคั้นเอาแต่น้ำมาทาบริเวณรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้น ทาวันละ 2-3 ครั้ง ทำเป็นประจำทุกวัน เพียง 2-3 สัปดาห์ แผลเป็นก็จะเริ่มจางลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากการลบรอยแผลเป็นต่างๆแล้ว ในกรณีรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวนั้น ให้นำน้ำที่คั้นจากใบมะลิ มาผสมกับน้ำมะนาวและดินสอพองทาแผลเป็น

จากนั้นคนส่วนผสมให้เข้ากัน ก็จะได้เป็นเนื้อครีมที่เหนียวพอสมควร ให้นำเนื้อครีมมาทาบริเวณรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว ทาทิ้งไว้สัก 20-30 นาทีแล้วจึงล้างออก วิธีการนี้จะช่วยสมานผิวและผลัดเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี ให้ทำเป็นประจำทุกวัน เพียง 2-3 สัปดาห์ รอยแผลเป็นจากสิวนั้นจะค่อยๆจางหายไปในที่สุด และนี้คือมะลิ พืชสมุนไพรไทยที่มากด้วยสรรพคุณ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน โดยเฉพาะในส่วนของใบนั้นใช้เป็นสมุนไพรในการรักษาแผลเป็นได้เป็นอย่างดี ทั้งแผลเป็นจากอีสุกอีใสและจากสิว ตลอดจนบาดแผลที่เกิดจากรอยขีดข่วน การบาดจากของมีคม แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ต่างๆนานา และท้ายนี้ยังไงก็ลองนำวิธีการลบรอยแผลเป็นด้วยใบมะลิไปประยุกต์ใช้ดู ปลอดภัยไร้สารเคมีวิธีการทำนั้นก็ง่ายๆ แถมไม่ต้องไปหาซื้อครีมลดรอยสิวหรือครีมลบรอยแผลเป็นราคาแพงๆมาใช้ ซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไปในตัวอีกด้วย ทาแผลเป็น.

ครีมรักษาแผลเป็น จะรักษาแผลเป็นได้อย่างไร?

ครีมรักษาแผลเป็น จะรักษาแผลเป็นได้อย่างไร? ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สามารถทำให้แผลเป็นดีขึ้นได้บ้าง การรักษามักจะใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน ได้แก่ ครีมรักษาแผลเป็น.

ครีมรักษาแผลเป็น

ครีมรักษาแผลเป็น

• การใช้ยาทาแก้แผลเป็น เป็นวิธีที่ใช้กันมากในปัจจุบัน เช่น ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ ยาทาที่เป็นซิลิโคนเจล ยาทาที่ผสมวิตามินอี ยาทาที่ผสมวิตามินเอ ยาทาผสมมิวโคโพลีแซคคาไรด์ เป็นต้น การทายาจะช่วยให้แผลมีสีจางลงหรือบางลงได้ แต่ต้องใช้เวลานาน

• การใช้แผ่นเจลซิลิโคนปิดบนแผลเป็น แผ่นเจลซิลิโคนสามารถยืดหยุ่นตามการเคลื่อนไหวของผิวหนังได้ดี ช่วยลดการขยายตัวของแผล ลดการสูญเสียน้ำออกจากบริเวณรอยแผล มักใช้กับแผลเป็นที่เป็นใหม่ๆ โดยปิดทับแผลมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน อาจใช้ระยะเวลานาน 4 – 6 เดือน ไม่ควรใช้ในขณะเป็นแผลเปิดครีมรักษาแผลเป็น

• การฉีดยาสเตียรอยด์ วิธีนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์เนื่องจากต้องฉีดยาเข้าใต้แผลเป็นเพื่อให้แผลเป็นยุบตัวลง โดยจะต้องฉีดยาหลายครั้ง ครั้งละประมาณ 0.5 – 1 ซีซี ห่างกันประมาณ 1 เดือน จะทำให้แผลเป็นแบนราบ ซึ่งใช้เวลาไม่เท่ากันขึ้นกับขนาดแผลเป็น หากมีแผลเป็นขนาดใหญ่จะใช้เวลานาน

• การฉีดฟิลเลอร์ ใช้สำหรับแผลเป็นที่เป็นรอยบุ๋มแพทย์จะฉีดสารสังเคราะห์เข้าไปในรอยบุ๋ม เพื่อทำให้ผิวดูเต็มขึ้น ซึ่งจะเห็นผลคงอยู่ประมาณ 6 – 8 เดือนแล้วต้องฉีดยาเติมใหม่ เนื่องจากสารสังเคราะห์ที่ฉีดเข้าไปในรอยบุ๋มจะยุบตัวลงเอง สารสังเคราะห์ที่ฉีด ได้แก่ คอลลาเจน และสาร HA (hyaluronic acid)

• การสักสีผิว ใช้กรณีที่สีผิวของแผลเป็นเปลี่ยนแปลงชัดเจน ทั้งที่เข้มกว่าและอ่อนกว่าสีผิวปกติ โดยแพทย์จะสักสีเข้าไปในแผลเป็น ถ้าผู้ป่วยผิวสีขาวจะใช้สีขาวในการสักถ้าผิวสีแทนจะใช้สีแทนในการสัก เป็นต้นครีมรักษาแผลเป็น

• การลอกผิวด้วยกรดผลไม้ วิธีนี้เหมาะกับแผลเป็นลักษณะตื้นมากๆ

• การเลเซอร์แผลเป็น การเลเซอร์จะทำลายเนื้อเยื่อผิวที่นูนให้เรียบขึ้น

• การฉายรังสี เป็นการทำเพื่อไม่ให้แผลเป็นนูนมากขึ้น

• การทำ IPL (intense pulse light) เป็นการใช้พลังงานของแสงไปทำให้เนื้อเยื่อที่เป็นพังผืดเกิดการเรียงตัวได้เป็นระเบียบ ทำให้แผลมีขนาดเล็กลงการรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่องและใช้เวลานาน

• การใช้ความเย็น (cryotherapy) ซึ่งอาจเป็นไนโตรเจนเหลวจี้บริเวณแผลเป็น เหมาะกับแผลเป็นที่นูนหนา ความเย็นจะทำให้เกิดภาวะถุงน้ำและเกิดการแตกสลายไป

• การผ่าตัดเอาแผลเป็นเก่าออก แล้วเย็บแผลใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง การผ่าตัดแก้ไขจะทำเมื่อแผลเป็นนั้นสมบูรณ์เต็มที่แล้วอาจต้องผ่าตัดนำผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่งมาปิดแก้ไขแผลเป็นเดิมการผ่าตัดจะต้องทำโดยศัลยแพทย์ ครีมรักษาแผลเป็น.

ครีมทาแผลเป็น วิธีรักษาแผลเป็น การป้องกันแผลเป็น

ครีมทาแผลเป็น วิธีรักษาแผลเป็น การป้องกันแผลเป็น เป็นสิ่งสำคัญอย่างแรกที่ควรใส่ใจ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรลดสาเหตุและระดับความรุนแรงของการเกิดแผลให้ได้ แต่ถ้าเกิดแผลขึ้นแล้ว คุณควรดูแลรักษาความสะอาดของแผลอย่างเหมาะสมเพื่อให้แผลหายเร็วที่สุด เพราะยิ่งแผลหายเร็วเท่าใดโอกาสการเกิดแผลเป็นก็จะน้อยลงหรือเบาบางลงด้วย ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อการหายของแผลก็ได้แก่ อายุ การขาดอาหาร การสูบบุหรี่ อุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรดด่าง ครีมทาแผลเป็น.

ครีมทาแผลเป็น
ครีมทาแผลเป็น รักษาแผลให้หายเร็วที่สุด จากที่กล่าวมาว่าการรักษาแผลให้หายเร็ว คุณควรรักษาสภาวะแวดล้อมและความสะอาดของแผลอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ การขาดวิตามินซี และธาตุสังกะสีครีมทาแผลเป็น

สำหรับการดูแลแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ เบื้องต้น ก็เริ่มจากการล้างหรือเช็ดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด แล้วตามด้วยการปิดทำแผลโดยปราศจากเชื้อ ส่วนถ้าเป็นแผลใหญ่คุณควรรีบไปพบแพทย์ นอกจากนี้การเกิดแผลเป็นอาจลดลงได้ ถ้าปากแผลแนบสนิทกันพร้อมทั้งลดแรงตึงต่อแผลให้น้อยลงครีมทาแผลเป็น
ปล่อยให้แผลเป็นจางลงเองตามธรรมชาติ เมื่อเวลาผ่านไปแผลเป็นอาจหดและจางลงได้เองในระดับหนึ่ง ดังนั้นศัลยแพทย์ตกแต่งส่วนมากจึงแนะนำให้ทิ้งไว้เฉย ๆ สัก 1 ปี เพื่อให้แผลจางลงเต็มที่ก่อนเข้ารับการรักษา
ใช้วิธีแบบธรรมชาติ สำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหามีรอยแผลเป็นที่เกิดจากการหกล้มหรือรอยขีดข่วนต่าง ๆ ที่พยายามลบเท่าไหร่แต่ก็ไม่หายหรือจางลงสักที วันนี้จึงอยากจะขอแนะนำวิธีดี ๆ จากสมุนไพรธรรมชาติจากต้นมะลิ โดยการนำเอาใบจากต้นมะลิลาหรือมะลิซ้อน นำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำมาทาบริเวณรอยแผลเป็นวันละ 3-4 ครั้ง เมื่อแผลเป็นเริ่มจางลงแล้วก็ค่อยเอาใบมะลิมาถูเบา ๆ ได้เลย วันละ 3-4 ครั้ง เช่นกัน ส่วนสมุนไพรอื่น ๆ ที่สามารถทำให้รอยแผลเป็นจางลงก็ได้ ก็เช่น หัวหอม ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ แตงกวา มะขามเปียก มะเขือเทศ มะนาว มะละกอสุก เป็นต้น  ครีมทาแผลเป็น.

ครีมแผลเป็น โบราณใช้ใบมะลิเป็นสมุนไพรในการรักษาแผล

ครีมแผลเป็น โบราณใช้ใบมะลิเป็นสมุนไพรในการรักษาแผล เช่น แผลพุพอง ฝีดาษ นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณรักษาแผลเป็นได้เป็นอย่างดี ทั้งแผลเป็นจากอีสุกอีใส จากสิว ตลอดจนบาดแผลที่เกิดจากรอยขีดข่วน การบาดจากของมีคม แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ครีมแผลเป็น.

ครีมแผลเป็น

ครีมแผลเป็น สำหรับวัยรุ่นที่ร้อยทั้งร้อยยังชอบการผจญภัย บ่อยครั้งที่ความโลดโผนก็ทิ้งแผลเป็นไว้เป็นของฝากตามแขนขาครีมแผลเป็น ลองใช้สมุนไพรไทยแท้แบบใบมะลิดูค่ะ

ก่อนอื่นต้องตามหานางเอกใจดีอย่างแม่มะลิให้ได้เสียก่อน เมื่อได้มาแล้ว หากเกิดบาดแผล เช่น แผลจากรอยขีดข่วน จากการบาดของมีด แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก เมื่อรักษาจนแผลเริ่มแห้งตกสะเก็ดและสะเก็ดลอกหลุดออกแล้ว ให้เลือกใบมะลิจะเป็นมะลิลาหรือมะลิซ้อนก็ได้ โดยเลือกจากต้นที่ไม่ได้ฉีดยาฆ่าแมลง หรือใช้สารเคมี สัก 2-3 ใบ ล้างให้สะอาด นำมาตำหรือบดพอละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ นำมาทาบริเวณแผลเป็นวันละ 3-4 ครั้ง

เมื่อแผลเป็นเริ่มจาง ครีมแผลเป็น และไม่มีอาการเจ็บ สามารถนำใบมะลิมาถูเบาๆ บริเวณรอยแผลเป็นได้โดยตรง วันละ 3-4 ครั้ง เช่นเดียวกัน

สำหรับรอยแผลเป็นจากสิวที่มีทีท่าว่าจะหายช้า ให้ผสมน้ำคั้นใบมะลิ น้ำมะนาว และดินสอพองลงเข้าด้วยกัน ทาบริเวณรอยแผลเป็น จะช่วยสมานผิวและผลัดเซลล์ผิวให้รอยแผลเป็นจางหายไปเร็วยิ่งขึ้น

สมุนไพรสูตรนี้ใช้ได้กับทุกคนในครอบครัว ปลอดภัยไม่ต้องกลัวอาการแพ้ครีมแผลเป็น.

ลบรอยแผลเป็น ขอแนะนำการลบรอยแผลเป็นต่างๆด้วยใบมะลิ

ลบรอยแผลเป็น  ขอแนะนำการลบรอยแผลเป็นต่างๆด้วยใบมะลิ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการนำสรรพคุณจากพืชสมุนไพรธรรมชาติ มาประยุกต์ใช้ในการดูแลผิวพรรณ ซึ่งวิธีการลบรอยแผลเป็นต่างๆ หรือแผลเป็นจากสิวด้วยใบมะลินั้น สามารถช่วยลบรอยดำจากสิว รอยแผลเป็นต่างๆตามผิวหนังให้เลือนจางหายได้อย่างเป็นธรรมชาติ และไม่เกิดผลข้างเคียงต่อผิวหนัง เนื่องจากวัตถุดิบได้จากธรรมชาติล้วนๆ และปราศจากสารเคมีตกค้าง จากนี้เรามาดูกันว่าวิธีลบรอยแผลเป็นด้วยใบมะลินั้นมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ลบรอยแผลเป็น.

ลบรอยแผลเป็น

ลบรอยแผลเป็น

วิธีลบรอยแผลเป็นจากสิวด้วยใบมะลิ

วิธีการลบรอยแผลเป็นด้วยใบมะลินั้นสามารถทำได้ง่ายและไม่มีอะไรยุ่งยาก โดยการนำเอาใบจากต้นมะลิลบรอยแผลเป็น ไม่ว่าจะเป็นมะลิลา หรือมะลิซ้อนก็ได้ นำมาตำหรือบดพอละเอียด แล้วคั้นเอาแต่น้ำมาทาบริเวณรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้น ทาวันละ 2-3 ครั้ง ทำเป็นประจำทุกวัน เพียง 2-3 สัปดาห์ แผลเป็นก็จะเริ่มจางลงอย่างเห็นได้ชัดลบรอยแผลเป็น

นอกจากการลบรอยแผลเป็นต่างๆแล้ว ในกรณีรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวนั้น ให้นำน้ำที่คั้นจากใบมะลิ มาผสมกับน้ำมะนาวและดินสอพอง จากนั้นคนส่วนผสมให้เข้ากัน ก็จะได้เป็นเนื้อครีมที่เหนียวพอสมควร ให้นำเนื้อครีมมาทาบริเวณรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว ทาทิ้งไว้สัก 20-30 นาทีแล้วจึงล้างออก วิธีการนี้จะช่วยสมานผิวและผลัดเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี ให้ทำเป็นประจำทุกวัน เพียง 2-3 สัปดาห์ รอยแผลเป็นจากสิวนั้นจะค่อยๆจางหายไปในที่สุด และนี้คือมะลิ พืชสมุนไพรไทยที่มากด้วยสรรพคุณ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน โดยเฉพาะในส่วนของใบนั้นใช้เป็นสมุนไพรในการรักษาแผลเป็นได้เป็นอย่างดี ทั้งแผลเป็นจากอีสุกอีใสและจากสิว ตลอดจนบาดแผลที่เกิดจากรอยขีดข่วน การบาดจากของมีคม แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ต่างๆนานา และท้ายนี้ยังไงก็ลองนำวิธีการลบรอยแผลเป็นด้วยใบมะลิไปประยุกต์ใช้ดู ปลอดภัยไร้สารเคมีวิธีการทำนั้นก็ง่ายๆ แถมไม่ต้องไปหาซื้อครีมลดรอยสิวหรือครีมลบรอยแผลเป็นราคาแพงๆมาใช้ ซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไปในตัวอีกด้วย ลบรอยแผลเป็น.

แผลเป็น ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาแผลเป็นให้หาย

แผลเป็น ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาแผลเป็นให้หาย ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างวิธีรักษาแผลเป็น ได้แก่ การใช้ยาทาแก้แผลเป็นการใช้แผ่นเจลซิลิโคนการใช้ยาสเตียรอยด์ การฉีดฟิลเลอร์ เลเซอร์ และการผ่าตัด เป็นต้น จากการศึกษาพบว่าการรักษาแผลเป็นเพื่อให้ดีขึ้นนั้นควรใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน เช่นใช้การทำเลเซอร์ การผ่าตัด ร่วมกับการใช้ยาสเตียรอยด์หรือแผ่นเจลซิลิโคน เป็นต้น สำหรับการใช้ยาทาแก้รอยแผลเป็นเพียงอย่างเดียวไม่มีรายงานการศึกษาทางการแพทย์ว่าได้ผลแต่อาจช่วยให้แผลเป็นมีสีจางลงได้ แผลเป็น.

แผลเป็น

แผลเป็น เมื่อเป็นแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าตัด แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเปิดบนผิวหนังจากอุบัติเหตุ สิว หรือรับการปลูกฝีเมื่อแผลหายเรามักจะเห็นผิวหนังบริเวณนั้นเปลี่ยนไปจากเดิม โดยจะมีคอลลาเจนเข้ามาทดแทนเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไปเกิดแผลเป็นขึ้นเราจะสามารถจัดการกับแผลเป็นเหล่านี้ได้หรือไม่แผลเป็น

แผลเป็นมีลักษณะอย่างไร?
แผลเป็นมีได้หลายลักษณะ กล่าวคือ
• แผลเป็นที่แบนราบแต่มีสีที่อ่อนกว่าหรือเข้มกว่าสีผิวปกติที่อยู่รอบๆ

• แผลเป็นที่มีการดึงรั้งของผิวหนัง ทำให้ผิวมีความบิดเบี้ยวตามแรงดึงรั้งของแผลเป็น เกิดเป็นพังผืดแผลเป็น

• แผลเป็นที่มีความนูนหนา มีขอบเขตชัดเจนอยู่บนตัวแผล ไม่ขยายขอบออกจากแผล แผลอาจมีขนาดเล็กลงได้เอง

• แผลเป็นชนิดคีลอยด์มีความนูนหนาที่ลุกลามออกนอกตัวแผลมีลักษณะนูนแข็งเห็นชัดเจนจากผิวหนังปกติและลามออกไปยังผิวหนังบริเวณข้างเคียงตัวแผลมักนูนเหนือผิวหนังปกติตั้งแต่ 4 มิลลิเมตรขึ้นไป แผลเป็นจะไม่ยุบหายไปเองมักพบแผลเป็นคีลอยด์ บริเวณต้นแขน หู หัวไหล่ผิวบริเวณหน้าอก แผลเป็น.

ลดรอยแผลเป็น วันนี้เรามารวมวิธีลบรอยดำจากแผล

ลดรอยแผลเป็น วันนี้เรามารวมวิธีลบรอยดำจากแผล รอยดำจากสิว มาให้กันไว้เผื่อจะมีประโยชน์ สำหรับหลายๆคน จากปัญหารอยดำเหล่านี้ มารบกวนจิตใจ คอยกังวลว่า เมื่อไรจะจาง จะจางไหม ทำไงให้หายไวๆ ดีหรือให้จางเหลือน้อยที่สุด ลองไปอ่านกันเลย ลดรอยแผลเป็น.

ลดรอยแผลเป็น

ลดรอยแผลเป็น ก่อนอื่นเลย ดูแลรักษาผิวหน้าด้วยการทาครีมที่เหมาะสม ในแต่ละช่วงของวัน รวมทั้งการล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดอย่างหมดจด แล้วลองทำตามต่อไปนี้ตามแต่ล่ะวิธี

วิธีที่ 1. รักษาแผลเป็นด้วยวุ้นจากว่านหางจระเข้ ที่สำคัญต้องเป็นวุ้นที่ได้จากกาบใหญ่ๆ จึงจะได้วุ้นที่มีคุณสมบัติในการรักษารอยแผลได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าหาว่านหางจระเข้ไม่ได้ จะซื้อเจลว่านหางจระเข้มาใช้แทนก็ได้ผลใกล้เคียงกัน

วิธีที่ 2. น้ำแตงกวาช่วยรักษาแผลเป็น นำแตงกวามาบดละเอียดเพื่อคั้นน้ำ จากนั้นใช้ทาให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้จนน้ำแตงกวาซึมซาบเข้าสู่ผิวจนแห้ง จะรู้สึกตึงๆ ที่ใบหน้า แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ลองสัมผัสดูจะรู้สึกว่าผิวเต่งตึง และรอยแผลจะค่อยๆ จางลง

วิธีที่ 3. ใช้โกโก้บัตเตอร์ ทาให้ทั่วผิวหน้า นอกจากจะสร้างความชุ่มชื้นแล้วยังช่วยให้แผลเป็นจางลงอีกด้วยลดรอยแผลเป็น

วิธีที่ 4. ครีม กวนอิม ราคา14บาท ที่เซเว่น 7-11 ทาบางๆก่อนนอน เฉพาะบริเวณที่ดำ เช้ามาก็ล้างหน้าให้สะอาด ***ข้อควรระวัง อย่าทาเลยในส่วนที่ต้องการออกมานะ ของเค้าแรง เดี๋ยวหาว่าไม่เตือน

วิธีที่ 5. มะนาว กับ ดินสอพอง ก็ง่ายๆนะ แค่น้ำมะนาวมาผสมกับดินสอพอง แล้วนำมาพอกที่ดำก่อนนอน เดี๋ยวรอยแผลเป็นก้เลือนหายไปเอง อันนี้ไม่แนะนำที่หน้านะเพราะมะนาวกับดินสอพองมันกัดจ้าลดรอยแผลเป็น

วิธีที่ 6. มะละกอ 2-3 ชิ้น เกลือป่น 5 ช้อนโต๊ะ นำทั้งสองอย่างมาผสมกัน แล้วนำไปขัดที่เบาๆ ทิ้งไว้ 1 นาที จากนั้นนำส่วนที่เหลือมาพอกไว้ทิ้งไว้อีก 3 นาที จากนั้นก็ล้างออก ทำ 2 ครั้ง/1 สัปดาห์ เคยทำแล้วเห็นผลจริง

วิธีที่ 7. ใช้ไข่ขาว ทา ทิ้งไว้ให้แห้งสักพัก ล้างออก ทำอยู่สองอาทิตย์จางลงอย่างเห็นได้ชัด

ทุกวิธีทำแล้วอย่าลืมทาครีมบำรุงด้วยนะเพื่อใบหน้าอันเป็นที่รักของทุกคน ใครมีวิธีเพิ่ม comment ไว้ได้เลยนะ

แผลเป็นบนใบหน้า ทำให้ขาดความมั่นใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะหาวิธีปกปิดรอยแผลเป็นอย่างสุดชีวิตแล้วก็ตาม จึงเห็นได้ว่า ทำไมครีมลบรอยแผลเป็นจึงขายดิบ ขายดี ส่วนใหญ่ก็จะเป็นลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ ยังให้ความสำคัญกับความสวย ความงามกันเป็นอันดับหนึ่ง

ทั้งนี้ ก่อนที่จะเลือกใช้ครีมรักษาแผลเป็น ควรทดลองใช้ผลิตภัณฑ์นั้นก่อน โดยการทาบริเวณใต้ท้องแขน ถ้ารู้สึกว่ามีอาการแสบๆ คันๆ แสดงว่าเกิดอาการแพ้ขึ้นแล้ว แต่วัยรุ่นสมัยนี้ก็มีช่องทางการหาข้อมูลกัน ด้วยการเข้าไปอ่านกระทู้ต่างๆ ในบอร์ด ซึ่งจะมีสมาชิกเข้ามาแชร์ประสบการณ์ หรือถ้าใครไม่มั่นใจในผลิตภัณฑ์รักษาแผลเป็น ก็สามารถโพสต์กระทู้ถามไว้ ไม่นานก็จะมีคนที่เคยใช้ หรือคนที่ให้ความสนใจ กำลังศึกษาข้อมูลเหมือนๆ กับเรา มาแสดงความคิดอันเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจซื้อของเรามากมายเลยล่ะ ลดรอยแผลเป็น.

รอยแผลเป็นดำ ใบหน้าเนียนใสไร้สิวเป็นสิ่งที่ทุกคนปราถนา

รอยแผลเป็นดำ ใบหน้าเนียนใสไร้สิวเป็นสิ่งที่ทุกคนปราถนา นอกจากนั้นยังหมายรวมไปถึงการที่ผิวพรรณบนใบหน้าปราศจากรอยแผลเป็นที่ทำให้ผิวขรุขระ แลดูไม่เรียบเนียนด้วย ทั้งนี้ ในบางคนอาจมีรอยแผลเป็นบนใบหน้าได้ เนื่องจากการเกิดสิวขั้นรุนแรง (มักมีการแคะ แกะ เกา บีบสิว) ซึ่งจะทำให้ผิวช้ำ อักเสบจนเป็นแผลได้ รวมถึงบางคนเกิดจากโรคอีสุกอีใสที่ทิ้งร่องลอยหลังจากหายแล้วมานานหลายปี การเกิดอุบัติเหตุที่เกิดแผลบนใบหน้าหรือการเย็บเนื้อที่หน้าก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดรอยแผลเป็น รอยแผลเป็นดำ.

รอยแผลเป็นดำ
รอยแผลเป็นดำ ทีนี้เมื่อเกิดรอยแผลเป็นบนใบหน้าจะทำอย่างไร ส่วนใหญ่มักหันไปพึ่งคลินิคหรือพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยตรง ซึ่งก็เป็นวิธีที่ถูกต้อง เพราะในบางกรณีมีอาการแผลเป็นรุนแรง ยากที่จะรักษาด้วยตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่หมอจะแนะนำให้ใช้วิธีลบรอยแผลเป็น รอยขรุขระบนใบหน้า ดังนี้
วิธีลบรอยแผลเป็น รอยขรุขระบนใบหน้ารอยแผลเป็นดำ
1.การใช้ยาทา แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาทาในกรณีที่เป็นไม่มากนัก หรือใช้ร่วมกับวิธีอื่นๆ ยาที่ใช้มักเป็นยาในกลุ่มวิตามินเอ โดยตัวยาจะไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ทำให้รอยแผลตื้นขึ้น
2.การจี้ด้วยน้ำยา TCA เพื่อกระตุ้นให้รอยแผลมีการสร้างเซลล์ หลังการจี้จะเกิดสะเก็ดดำๆอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วจึงหลุดไปเอง ซึ่งระหว่างนี้ห้ามแคะ แกะ เกาเป็นอันขาดรอยแผลเป็นดำ
3.ไอออนโต (IONTO) เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าขับตัวยา ซึ่งนิยมใช้คือกลุ่มวิตามินเอ เข้าไปในผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการสร้างใยคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ เพื่อให้รอยบุ๋มตื้นขึ้น
4.รักษาด้วยโฟโน (PHONO) เป็นการใช้คลื่นเสียงขับตัวบาเข้าไปในผิวหนัง โดยใช้ยาในกลุ่มวิตามินเอบำรุง และสร้างคอลลาเจนให้แก่ชั้นผิว ลบรอยแผลเป็น รอยขรุขระบนใบหน้าได้
5.รักษาด้วยวิธี MD (MICRO DERMABRASION) เป็นการผลัดผิวใหม่โดยใช้เครื่องมือพ่นผลคริสตัลลงไปยังผิวหน้า เพื่อขัดผิวส่วนคราบไคลและหนังกำพร้าชั้นบนออกไป แล้วจึงใช้ตัวยาเร่งการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน วิธีนี้ช่วยลบรอยแผลเป็นได้ดี และช่วยให้รอยบุ๋มตื้นขึ้น
6.กรอแผลโดยใช้เครื่องเลเซอร์ จะช่วยให้รอยบุ๋มตื้นขึ้น แต่ต้องใช้เวลาในการรักษาแผลค่อนข้างนาน จึงไม่ค่อยนิยมมากในปัจจุบัน
7.การฉีดสารสังเคราะห์ โดยแพทย์จะฉีดสารสังเคราะห์ HA เข้าไปในรอยแผล เพื่อให้รอยแผลเต็มขึ้น เป็นการช่วยลบรอยแผลเป็น รอยขรุขระบนใบหน้าได้อีกวิธีหนึ่ง รอยแผลเป็นดำ.

ครีมรอยแผลเป็น ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาแผลเป็นให้หายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

ครีมรอยแผลเป็น ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาแผลเป็นให้หายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างวิธีรักษาแผลเป็น ได้แก่ การใช้ยาทาแก้แผลเป็นการใช้แผ่นเจลซิลิโคนการใช้ยาสเตียรอยด์ การฉีดฟิลเลอร์ เลเซอร์ และการผ่าตัด เป็นต้น จากการศึกษาพบว่าการรักษาแผลเป็นเพื่อให้ดีขึ้นนั้นควรใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน เช่นใช้การทำเลเซอร์ การผ่าตัด ร่วมกับการใช้ยาสเตียรอยด์หรือแผ่นเจลซิลิโคน เป็นต้น สำหรับการใช้ยาทาแก้รอยแผลเป็นเพียงอย่างเดียวไม่มีรายงานการศึกษาทางการแพทย์ว่าได้ผลแต่อาจช่วยให้แผลเป็นมีสีจางลงได้ ครีมรอยแผลเป็น.

ครีมรอยแผลเป็น

ครีมรอยแผลเป็น เมื่อเป็นแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลผ่าตัด แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเปิดบนผิวหนังจากอุบัติเหตุ สิว หรือรับการปลูกฝีเมื่อแผลหายเรามักจะเห็นผิวหนังบริเวณนั้นเปลี่ยนไปจากเดิม โดยจะมีคอลลาเจนเข้ามาทดแทนเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไปเกิดแผลเป็นขึ้นเราจะสามารถจัดการกับแผลเป็นเหล่านี้ได้หรือไม่

แผลเป็นมีลักษณะอย่างไร?
แผลเป็นมีได้หลายลักษณะ กล่าวคือ
• แผลเป็นที่แบนราบแต่มีสีที่อ่อนกว่าหรือเข้มกว่าสีผิวปกติที่อยู่รอบๆ

• แผลเป็นที่มีการดึงรั้งของผิวหนัง ทำให้ผิวมีความบิดเบี้ยวตามแรงดึงรั้งของแผลเป็น เกิดเป็นพังผืด

• แผลเป็นที่มีความนูนหนา มีขอบเขตชัดเจนอยู่บนตัวแผล ไม่ขยายขอบออกจากแผล แผลอาจมีขนาดเล็กลงได้เอง

• แผลเป็นชนิดคีลอยด์มีความนูนหนาที่ลุกลามออกนอกตัวแผลมีลักษณะนูนแข็งเห็นชัดเจนจากผิวหนังปกติและลามออกไปยังผิวหนังบริเวณข้างเคียงตัวแผลมักนูนเหนือผิวหนังปกติตั้งแต่ 4 มิลลิเมตรขึ้นไป แผลเป็นจะไม่ยุบหายไปเองมักพบแผลเป็นคีลอยด์ บริเวณต้นแขน หู หัวไหล่ผิวบริเวณหน้าอกครีมรอยแผลเป็น

จะรักษาแผลเป็นได้อย่างไร?
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สามารถทำให้แผลเป็นดีขึ้นได้บ้าง การรักษามักจะใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน ได้แก่

• การใช้ยาทาแก้แผลเป็น เป็นวิธีที่ใช้กันมากในปัจจุบัน เช่น ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ ยาทาที่เป็นซิลิโคนเจล ยาทาที่ผสมวิตามินอี ยาทาที่ผสมวิตามินเอ ยาทาผสมมิวโคโพลีแซคคาไรด์ เป็นต้น การทายาจะช่วยให้แผลมีสีจางลงหรือบางลงได้ แต่ต้องใช้เวลานาน

• การใช้แผ่นเจลซิลิโคนปิดบนแผลเป็น แผ่นเจลซิลิโคนสามารถยืดหยุ่นตามการเคลื่อนไหวของผิวหนังได้ดี ช่วยลดการขยายตัวของแผล ลดการสูญเสียน้ำออกจากบริเวณรอยแผล มักใช้กับแผลเป็นที่เป็นใหม่ๆ โดยปิดทับแผลมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน อาจใช้ระยะเวลานาน 4 – 6 เดือน ไม่ควรใช้ในขณะเป็นแผลเปิด

• การฉีดยาสเตียรอยด์ วิธีนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์เนื่องจากต้องฉีดยาเข้าใต้แผลเป็นเพื่อให้แผลเป็นยุบตัวลง โดยจะต้องฉีดยาหลายครั้ง ครั้งละประมาณ 0.5 – 1 ซีซี ห่างกันประมาณ 1 เดือน จะทำให้แผลเป็นแบนราบ ซึ่งใช้เวลาไม่เท่ากันขึ้นกับขนาดแผลเป็น หากมีแผลเป็นขนาดใหญ่จะใช้เวลานาน

• การฉีดฟิลเลอร์ ใช้สำหรับแผลเป็นที่เป็นรอยบุ๋มแพทย์จะฉีดสารสังเคราะห์เข้าไปในรอยบุ๋ม เพื่อทำให้ผิวดูเต็มขึ้น ซึ่งจะเห็นผลคงอยู่ประมาณ 6 – 8 เดือนแล้วต้องฉีดยาเติมใหม่ เนื่องจากสารสังเคราะห์ที่ฉีดเข้าไปในรอยบุ๋มจะยุบตัวลงเอง สารสังเคราะห์ที่ฉีด ได้แก่ คอลลาเจน และสาร HA (hyaluronic acid)

• การสักสีผิว ใช้กรณีที่สีผิวของแผลเป็นเปลี่ยนแปลงชัดเจน ทั้งที่เข้มกว่าและอ่อนกว่าสีผิวปกติ โดยแพทย์จะสักสีเข้าไปในแผลเป็น ถ้าผู้ป่วยผิวสีขาวจะใช้สีขาวในการสักถ้าผิวสีแทนจะใช้สีแทนในการสัก เป็นต้นครีมรอยแผลเป็น

• การลอกผิวด้วยกรดผลไม้ วิธีนี้เหมาะกับแผลเป็นลักษณะตื้นมากๆ

• การเลเซอร์แผลเป็น การเลเซอร์จะทำลายเนื้อเยื่อผิวที่นูนให้เรียบขึ้น

• การฉายรังสี เป็นการทำเพื่อไม่ให้แผลเป็นนูนมากขึ้น

• การทำ IPL (intense pulse light) เป็นการใช้พลังงานของแสงไปทำให้เนื้อเยื่อที่เป็นพังผืดเกิดการเรียงตัวได้เป็นระเบียบ ทำให้แผลมีขนาดเล็กลงการรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่องและใช้เวลานาน

• การใช้ความเย็น (cryotherapy) ซึ่งอาจเป็นไนโตรเจนเหลวจี้บริเวณแผลเป็น เหมาะกับแผลเป็นที่นูนหนา ความเย็นจะทำให้เกิดภาวะถุงน้ำและเกิดการแตกสลายไป

• การผ่าตัดเอาแผลเป็นเก่าออก แล้วเย็บแผลใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง การผ่าตัดแก้ไขจะทำเมื่อแผลเป็นนั้นสมบูรณ์เต็มที่แล้วอาจต้องผ่าตัดนำผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่งมาปิดแก้ไขแผลเป็นเดิมการผ่าตัดจะต้องทำโดยศัลยแพทย์ ครีมรอยแผลเป็น.